วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

"ตำนานรักผาวิ่งชู้"

"ตำนานรักผาวิ่งชู้" แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอันงดงาม "ผาวิ่งชู้" แห่งนี้ตั้งอยู่ที่บ้านดงดำ ตำบลฮอด อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ การเดินทางไปยังผาวิ่งชู้สามารถใช้เส้นทางเชียงใหม่-ฮอด ถึงอำเภอฮอด ตรงไปเส้นทางฮอด-นาลุง ผ่านบ้านฮอดหลวง มาประมาณ 3 กิโลเมตร มีทางแยกซ้าย ข้ามสะพาน ถึงบ้านดงดำ ต่อไปอีกราว 1 กิโลเมตร ถึงทางแยกซ้ายตรงเข้าสู่จุดชมวิวผาวิ่งชู้ หรือจะใช้เส้นทางฮอด-ดอยเต่า สาย 1103 จากฮอดไปประมาณ 15 กิโลเมตร (หรือเลยกิโลเมตรที่ 53 เล็กน้อย) เจอทางแยกขวาเข้า ไปบ้านดงดำ ระยะยทาง 3 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าถนนลูกรัง ไปอีก 1 กิโลเมตร จะถึงจุดชมวิวผาวิ่งชู้ ด้านนี้เป็นด้านที่อยู่บนสันของหน้าผาผาวิ่งชู้ ซึ่งจะมองเห็นแท่งหินสวยงาม แต่ถ้าประสงค์จะดูด้านที่เป็นหน้าผา ซึ่งสามารถเห็นรอยเลื่อนได้ ให้ใช้เส้นทางฮอด-นาลุง โดยพอถึงบ้านฮอดหลวงให้เลี้ยวซ้ายไปตามทางเล็ก ๆ ที่มีอยู่มากมาย พยายามยึดเส้นทางเข้าหาริมแม่น้ำปิงเข้าไว้จะไปถึงหน้าผาได้ ลักษณะเด่นของผาวิ่งชู้นั้น จะมีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชัน เมื่อหันหน้าไปตามทิศทางน้ำไหล หรือทางทิศใต้จะอยู่ทางด้านริมฝั่งซ้ายของลำน้ำปิง หน้าผามีความยาว 250 เมตร และมีความสูง 25 เมตร วางตัวเอียงเทลาดลงไปในทิศตะวันตก ในขณะที่ริมฝั่งด้านขวาเป็นพื้นที่ราบ จุดที่สวยงามและมีชื่อเสียงเป็นแหล่งท่องเที่ยวอยู่บนหน้าผา เมื่อมองจากจุดชมวิว จะเห็นเป็นแท่งเสาหินยอดแหลมตั้งตรงตระหง่านขึ้นจากพื้น บางเสามีมวลหินรูปร่างแปลก ๆ วางอยู่บนยอด เบื้องหลังเป็นพื้นที่ราบริมฝั่งน้ำปิงกว้างไกลและแลเห็นเทือกเขาดอยปุยหลวงอยู่ลิบ ๆ ข้อมูลทางด้านธรณีวิทยา ผาวิ่งชู้เป็นภูมิประเทศของผาวิ่งชู้ ที่มีลักษณะของธรณีสัณฐาน (Geomorphology) ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผุพังอยู่กับที่ (Weathering) การกร่อน (Erosion) และการยกตัวของรอยเลื่อนปกติ (Normal fault) โดยรอยเลื่อนวางตัวในแนวตะวันออก-ตะวันตก รอยเลื่อนเอียงเทไปทางทิศเหนือ มวลหินด้านเหนือของแนวรอยเลื่อน เลื่อนตัวลง ในขณะที่มวลหินทางด้านใต้ของแนวรอยเลื่อนเลื่อนตัวขึ้น จนทำให้เกิดตะพัก (Terrace) เกิดการกร่อนในภายหลังทำให้ริมฝั่งด้านผาวิ่งชู้มีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชัน ในขณะที่ตะพักฝั่งตรงข้ามหน้าผาเป็นที่ราบ หินที่ประกอบกันเป็นหน้าผาประกอบด้วย ชั้นหินทรายแป้ง (Siltstone) หินทราย (Sandstone) และหินกรวดมน (Conglomerate) แทรกสลับกัน หินส่วนล่างมีการประสานตัวของตะกอนดีกว่าส่วนบนซึ่งยังไม่แข็งตัว ชั้นหินมีอายุยุคเทอร์เชียรี (65-1.8 ล้านปี) และ ควอเทอร์นารี (1.8 ล้านปี-ปัจจุบัน) ตามลำดับ การวางตัวของชั้นหินสองอายุเป็นไปอย่างไม่ต่อเนื่อง เห็นได้จากรอยชั้นไม่ต่อเนื่องเชิงมุม (Angular unconformity) ซึ่งพบได้จากชั้นหินชุดอายุแก่วางเอียงตัวทำมุมกับชั้นหินชุดอายุอ่อนที่วางตัวตามแนวราบปิดทับข้างบน ดังนั้นจึงสันนิษฐานได้ว่า เมื่อชั้นหินอายุแก่สะสมตัวเรียบร้อยแล้ว ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเปลือกโลก ทำให้ชั้นหินเอียงตัว เกิดการกร่อน และสุดท้ายจึงเกิดยุบตัวเป็นแอ่งแล้วหินอายุอ่อนสะสมตัวบนชั้นหินอายุแก่กว่าอีกครั้งหนึ่งโดยเหตุที่ผาวิ่งชู้ประกอบด้วย ชั้นหินซึ่งมีทั้งที่ยังไม่แข็งตัว กับส่วนที่แข็งตัวแล้ว แต่เนื้อหินมีการประสานตัวไม่ดีนัก ประกอบกับการมีสภาพเป็นพื้นที่สูง ดังนั้นธรรมชาติ โดยลม ฝน น้ำ ได้กัดเซาะให้ตะกอนที่จับตัวเป็นหินหลุดแยกออกจากกัน โดยเฉพาะแนวหน้าผา ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากการเปรียบเทียบตำแหน่งของรั้วจากรั้วเดิมที่สร้างไว้กันตก กับรั้วที่สร้างใหม่ที่จุดชมวิว รั้วที่สร้างขึ้นใหม่ต้องถอยร่นห่างจากหน้าผาออกมาเรื่อย ๆ เพราะหินเดิมที่ริมหน้าผาทรุดตัว พังทลายอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการวางแผนจัดการใด ๆ เพื่อพัฒนาพื้นที่จึงควรต้องมีการศึกษาอัตราการกัดเซาะของหน้าผาในแต่ละปี เพื่อคำนวณว่าควรจะปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างได้ใกล้หรือไกลหน้าผาเพียงใด ผาวิ่งชู้ ดูเหมือนจะเป็นเสาดินที่มีตำแหน่งที่ค่อนข้างสวยงาม ด้วยว่าอยู่ริมแม่น้ำปิง บริเวณผาวิ่งชู้มีปรากฏการณ์ให้ชมสองลักษณะ คือเป็นผาหินทรายขนาดใหญ่อย่างหนึ่ง และส่วนที่เป็นเสาดินอีกอย่างหนึ่ง เสาดินมีขนาดเล็กเรียว รูปทรงสวยงาม ผาวิ่งชู้มีพื้นที่ไม่ใหญ่นัก แต่เป็นสถานที่แห่งเดียว (เท่าที่รู้) ที่เกิดปรากฏการณ์อย่างนี้อยู่ริมแม่น้ำ ยิ่งถ่ายภาพลงไปเห็นทั้งเสาหินและแม่น้ำปิง ก็ยิ่งสวยงามมาก ผาวิ่งชู้เป็นเสาดินที่เดียวที่ดูได้เพียงอย่างเดียว จะลงไปเดินเล่นตามโคนเสาไม่ได้ (เพราะเป็นหน้าผาสูง) ส่วนตำนานเล่าขานสืบทอดกันมา....ของผาวิ่งชู้ ที่ชะโงกง้ำค้ำแผ่นฟ้านั้นเล่าขานสืบทอดกันมาว่า กันว่าผานี้มีชายหญิงกอดคอกันโจนสู่ลำนำปิง การจมดิ่งฝังแน่นท้องธารา โดยเป็นตำนานสืบเนื่องมาเมื่อครั้ง พระนางจามเทวีครั้งสร้างเมืองพิสดารนครแล้ว ได้มอบหมายให้พระยาแสนโทปกครองเมืองพิสดารนครฮอดต่อ.. พระยาแสนโทมีบุตรหญิง 1 คนชื่อพระนางแอ่นฟ้า และมีบุตรชาย 1 คน ชื่อพระนาย ต่อมาพระนางแอ่นฟ้าเกิดรักใคร่กับลูกของเสนาผู้หนึ่ง ชื่อหน้อยสิงห์คำ รักที่ต่าง ฐานันดร...ข่าวทราบถึงพญาแสนโทจึงเรียกทั้งสองไปว่ากล่าวตักเตือนหากฝ่าฝืนกฏมณเทียรบาลมีโทษถึงประหารชีวิต แต่ด้วยรักแท้ที่ทั้งสองมีต่อกันพระนางแอ่นฟ้ากับหน้อยสิงห์คำจึงได้พากันหนีออกจากเมืองในเวลากลางดึกสงัด โดยทั้งสองได้ขี่ม้าสีขาวมุ่งออกจากเมืองพิสดารนคร...โดยทันทีฝ่ายพระนายผู้น้องเห็นผิดสังเกตุจึงเข้าไปดูยังห้องบรรทมของพระนาง...แต่ไม่พบจึงนำความเข้าไปกราบทูลบิดา พระยาแสนโททรงกริ้วมากเรียกเสนาอามาตย์และทหารออกติดตามตลอดทั้งคืนพร้อมด้วยพระนาย.... และรับสั่งว่าถ้าพบทั้งสองให้ลงโทษประหารชีวิตเสียทันที เสียงฝีเท้าม้ากระทบแผ่นดินสะเทือนเลือนลั่น กระชั้นชิดเข้าใกล้ ขณะนั้นพระนางแอ่นฟ้าและหน้อยสิงห์คำเห็นจวนตัวจึงปรึกษากัน ณ ริมป่าชายทางว่าอยู่ก็ตายไปก็ตาย. เราจะกระโดดหน้าผาอันสูงชันนี้ตายด้วยกันทั้งสองคน เห็นควรแล้วจึงเอาผ้าขาวผูกตาม้าเพราะไม่อยากให้เห็นหน้าผาที่สูงลิ่วพระนางแอ่นฟ้าเห็นว่าหน้อยสิงห์คำไม่กล้าบังคับม้าให้กระโดดหน้าผา จึงเปลี่ยนเป็นผู้ขี่ม้าหน้อยสิงห์คำนั่งซ้อนท้ายแล้วให้เฆี่ยนม้าอย่างแรง ด้วยความเจ็บและตกใจม้าจึงวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วกระโดดลงหน้าผาที่สูงชันกว่าห้าสิบเมตรร่างทั้งสองและม้าลอยละลิ่วตกลงเบื้องล่างสู่ห้วงน้ำแม่ระมิงค์จมไปกับกระแสน้ำ หน้าผาแห่งนี้จึงมีชื่อเรียกกันต่อมาว่า"ผาวิ่งชู้" ร่างของหน้อยสิงห์คำลอยไปติดท่าน้ำห่างออกไปสองกิโลเมตรจึงเรียกที่นั้นว่า"บ้านหน้อย" ร่างของพระนางแอ่นฟ้าลอยไปติดท่านำแห่งหนึ่งต่อมาเรียกว่า"บ้านแอ่น"ส่วนผ้าขาวที่ปิดตาม้าจมอยู่ทางทิศเหนือจึงเรียกจุดนั้นว่า"วังผ้าขาว"ร่างของม้าลอยไปติดอีกไม่ไกลนักทางทิศใต้เรียกกันว่า"ท่าม้า" ด้านขบวนติดตามของพระนายและทหารติดตามถึงหน้าผาเห็นรอยม้ากระโดดลงหน้าผาจึงถอยม้าหยุดนิ่ง..เสียใจและอาลัยอาวรณ์อย่างยิ่งนักเป็นความโศกเศร้าอาดูร...แทนคำตอบซึ่งต่างรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น พระนายผู้น้องเสียใจตรอมใจจนขาดใจตายข้างลำห้วยที่ติดอยู่กับหน้าผาแห่งนั้น........... ที่ตรงนั้นจึงเรียกว่า "ห้วยพระนาย" นับแต่นั้นมา... พ่อแม่ฝ่ายหญิงก็เสียใจ มาทำบุญให้โดยทิ้งของทำบุญลงน้ำ ของต่าง ๆ ก็ลอยไปติดตามที่ต่าง ๆ เกิดเป็นชื่อหมู่บ้านขึ้นอีก เช่น ข้าวแต๋น กลายเป็น บ้านผาแตน ( รู้สึกที่นี่จะไหลทวนน้ำ ) หม้อก็ได้กลายเป็นวังหม้อ ส่วน สลุง..กลายเป็นวังสลุง หรือวังลุง คือที่มาของชื่อสถานที่ต่าง ๆ ในบริเวณโดยรอบผาวิ่งชู้ ขอขอบคุณ.... คุณอ้อมนภา ใจจันทร์ ข้อมูลจากเวปไซด์ cm 108.com

28/7/2553

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น