วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ดอยหลวงดอยอ่างกามาเป็นดอยอินทนนท์

ดอยหลวงดอยอ่างกามาเป็นดอยอินทนนท์

ดอยหลวง-ดอยอ่างกามาเป็นดอยอินทนนท์ แต่เดิมดอยอินทนนท์มีชื่อว่า “ดอยหลวง” หรือ “ดอยอ่างกา” ดอยหลวง หมายถึงภูเขาที่มีขนาดใหญ่ ส่วนที่เรียกว่าดอยอ่างกานั้น มีเรื่องเล่าว่า ห่างจากดอยอินทนนท์ไปทางทิศตะวันตก 300 เมตร มีหนองน้ำอยู่แห่งหนึ่งลักษณะเหมือนอ่างน้ำ แต่ก่อนนี้มีฝูงกาไปเล่นน้ำกันมากมาย จึงเรียกว่า อ่างกา ต่อมาจึงรวมเรียกว่า ดอยอ่างกา ดอยอินทนนท์นี้เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัยซึ่งพาดผ่านจากประเทศเนปาล ภูฐาน พม่า และมาสิ้นสุดที่นี่ สิ่งที่น่าสนใจของดอยนี้ไม่เพียงแต่เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศเท่านั้น แต่สภาพภูมิประเทศและสภาพป่าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นป่าดงดิบ ป่าสน ป่าเบญจพรรณ และอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปีโดยเฉพาะในฤดูหนาวจะมีหมอกปกคลุมเกือบทั้งวันและบางครั้งน้ำค้างยังกลายเป็นน้ำค้างแข็ง สิ่งต่าง ๆเหล่านี้เป็นเสน่ห์ดึงดูดให้มีผู้มาเยือนที่นี่อย่างไม่ขาดสาย การเดินทาง ระยะทางจากตัวเมืองขึ้นไปจนถึงยอดดอยอินทนนท์ประมาณ 106 กิโลเมตร ออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปตามทางหลวงหมายเลข 108 เชียงใหม่-จอมทอง ถึงหลักกิโลเมตรที่ 57 ก่อนถึงอำเภอจอมทอง ๑ กิโลเมตร แยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 1009 สายจอมทอง-อินทนนท์ ระยะทาง 48 กิโลเมตรถึงยอดดอยอินทนนท์ เป็นถนนลาดยางอย่างดีแต่ทางค่อนข้างสูงชัน รถที่นำขึ้นไปจะต้องมีสภาพดี ผู้ที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวสามารถนั่งรถสองแถวสายเชียงใหม่-จอมทองบริเวณประตูเชียงใหม่ จากนั้นขึ้นรถสองแถวที่หน้าวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหารหรือที่น้ำตกแม่กลาง ซึ่งจะเป็นรถโดยสารประจำทางไปจนถึงที่ทำการอุทยานฯตรงหลักกิโลเมตรที่ ๓๑ และหมู่บ้านใกล้เคียง แต่หากต้องการจะไปยังจุดต่าง ๆต้องเหมาไปคันละประมาณ 800 บาท มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 9 ของเส้นทางหมายเลข 1009 มีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำ และมีนิทรรศการเกี่ยวกับธรรมชาติ สัตว์ป่า และอื่น ๆ บริเวณที่ทำการมีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม สำรองที่พักล่วงหน้าอย่างน้อย 1 อาทิตย์ที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ โทร. ๐ ๒๕๖๒ ๐๗๖๐ หรือ เว็บไซต์ www.dnp.go.th อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ โทร. ๐ ๕๓๓๕ ๕๗๒๘, ๐ ๕๓๓๑ ๑๖๐๘ เว็บไซต์ www.doiinthanon.com ค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ คนไทย ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท ต่างชาติ ผู้ใหญ่ 400 บาท เด็ก 200 บาทสถานที่น่าสนใจในอุทยานฯน้ำตกแม่ยะ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่และสวยงามมากแห่งหนึ่ง เพราะน้ำซึ่งไหลลงมาจากหน้าผาที่สูงชัน 280 เมตร ลงมากระทบโขดหินเป็นชั้น ๆ เหมือนม่าน แล้วลงไปรวมกันที่แอ่งน้ำเบื้องล่าง น้ำใสเย็นเหมาะสำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ อีกทั้งบริเวณรอบ ๆ น้ำตกเป็นป่าเขาอันสงบเงียบ และมีศูนย์ประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยวตั้งอยู่ด้วย บริเวณน้ำตกสะอาดและจัดการพื้นที่ได้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม การเดินทาง จากทางแยกเข้าทางหลวง 1009 ไปประมาณ 1 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าไป 14 กิโลเมตร น้ำตกแม่กลาง เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ชั้นเดียว สูงประมาณ 100 เมตร ต้นน้ำอยู่บนดอยอินทนนท์ มีน้ำไหลตลอดปี มีความสวยงามตามธรรมชาติ การเดินทาง จากทางแยกเข้าทางหลวง 1009 ไปอีก 8 กิโลเมตร แยกซ้าย 500 เมตร เป็นทางลาดยางตลอดละต้องเดินเท้าเข้าไปอีก 200 เมตร ถ้ำบริจินดา ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 8-9 ของทางหลวงหมายเลข 1009 ใกล้กับน้ำตกแม่กลาง จะเห็นทางแยกขวามือมีป้ายบอกทางไปถ้ำบริจินดา ภายในถ้ำลึกหลายกิโลเมตร เพดานถ้ำมีหินงอกหินย้อย หรือชาวเหนือเรียกว่า “นมผา” สวยงามมาก มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ในถ้ำด้วย นอกจากนั้น ยังมีธารหิน เมื่อมีแสงสว่างมากระทบจะเกิดประกายระยิบระยับดังกากเพชรงามยิ่งนัก ลักษณะของถ้ำเป็นถ้ำทะลุสามารถมองเห็นภายในได้ถนัด เพราะมีอุโมงค์ซึ่งแสงสว่างลอดเข้ามา บริเวณปากถ้ำจะมีป้ายขนาดใหญ่ตั้งอยู่ อธิบายประวัติการค้นพบถ้ำนี้ น้ำตกวชิรธาร เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ เดิมชื่อ “ตาดฆ้องโยง” น้ำจะดิ่งจากผาด้านบนตกลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่าง ในช่วงที่มีน้ำมากละอองน้ำจะสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณรู้สึกได้ถึงความเย็นและชุ่มชื้น และสะพานไม้ที่ทอดยาวเข้าไปหาหน้าผานั้นจะเปียกลื่นอยู่ตลอดเวลา แต่หากเดินเข้าไปจนสุดจะได้สัมผัสกับความงามของน้ำตกมากที่สุด การเดินทาง จากเชิงดอยอินทนนท์ขึ้นไปถึงกิโลเมตรที่ 21 จะเห็นป้ายบอกทางแยกขวาเข้าน้ำตก ลงไป 500 เมตร ถนนจะถึงที่ตัวน้ำตก อีกเส้นทางหนึ่งซึ่งเป็นเส้นทางเดิมอยู่เลยจากทางแยกแรกไปประมาณ 1 กิโลเมตร เลี้ยวขวาตามป้ายและเดินจากลานจอดรถลงไปอีก 351 เมตร หากใช้เส้นทางนี้จะได้สัมผัสกับความงามของธรรมชาติรอบด้านตลอดทางเดิน น้ำตกสิริภูมิ ไหลมาจากหน้าผาสูงชัน เป็นทางยาวสวยงามมาก สามารถมองเห็นได้จากบริเวณที่ทำการอุทยานฯ เป็นสายน้ำตกแฝดไหลลงมาคู่กันแต่เดิมเรียกว่า “เลาลึ” ตามชื่อของหัวหน้าหมู่บ้านม้งซึ่งอยู่ใกล้ ๆ น้ำตกสิริภูมิตั้งอยู่ตรงกิโลเมตรที่ 31 ของทางหลวงหมายเลข 1009 มีทางแยกขวามือเข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร แต่รถไม่สามารถเข้าไปใกล้ตัวน้ำตกได้ นักท่องเที่ยวต้องเดินเท้าเข้าไปบริเวณด้านล่างของน้ำตก โครงการหลวงดอยอินทนนท์ ตั้งอยู่ในบริเวณดอยอินทนนท์ ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย สถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์เป็นสถานีวิจัยดอกไม้เมืองหนาวเป็นหลัก พรรณไม้ที่ปลูกมากที่สุดคือเบญจมาศ เพราะมีสีสันสดใส นอกจากนั้นยังมีโครงการวิจัยสตรอว์เบอรรี โครงการศึกษาและรวบรวมพันธุ์เฟินชนิดต่างๆ โครงการวิจัยกาแฟ โครงการวิจัยฝรั่งคั้นน้ำ ไม้ผล เช่น สาลี่ พลับ กีวี ทิบทิมเมล็ดนิ่ม ฯลฯ ไม้ดอก เช่น แกลดิโอลัส กุหลาบ เยอบีรา ฯลฯ ผัก เช่น พริกหวาน มะเขือเทศ เซเลอรี ฯลฯ ยังมีพืชผักสมุนไพร และไม้ผลขนาดเล็ก ซึ่งจัดจำหน่ายภายใต้ตรา "ดอยคำ" รวมทั้งเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาเทร้าต์สายรุ้ง นอกจากนี้ยังมีประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าสนใจ ได้แก่ การทำนาข้าวขั้นบันไดของเผ่ากะเหรี่ยง ประเพณีกินวอของชาวเผ่าม้งบ้านขุนกลาง และแหล่งท่องเที่ยวเพื่อชมความงามธรรมชาติรอบๆพื้นที่ รวมทั้งกิจกรรมดูนกและชมดาว โครงการหลวงฯ ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านขุนกลาง ตำบลห้วยหลวง เดินทางตามเส้นทางสู่ดอยอินทนนท์ ถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 31 ของทางหลวงหมายเลข 1009 มีทางแยกขวามือเป็นทางลูกรังเข้าสู่โครงการฯ อีกประมาณ 1 กิโลเมตร โครงการหลวงฯนี้ รับผิดชอบส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมให้แก่กะเหรี่ยงและม้งในพื้นที่ พระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ตรงหลักกิโลเมตรที่ 41.5 ทางด้านซ้ายมือ สร้างขึ้นโดยกองทัพอากาศร่วมกับพสกนิกรชาวไทย โดยพระมหาธาตุนภเมทนีดล สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อพ.ศ. 2530 และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ สร้างถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อพ.ศ. 2535 พระมหาธาตุทั้ง 2 องค์นี้ มีรูปทรงคล้ายคลึงกัน คือ ฐานเป็นรูป 12 เหลี่ยม มีระเบียงแก้วโดยรอบเป็น 2 ระดับ ยอดปลีขององค์เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธรูปบูชา รอบบริเวณสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของดอยอินทนนท์ได้อย่างสวยงาม ยอดดอยอินทนนท์ จุดสิ้นสุดของทางหลวงหมายเลข 1009 เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย (2,565 เมตร) มีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดปี เป็นที่ตั้งสถานีเรดาร์ของกองทัพอากาศไทยและเป็นที่ประดิษฐานสถูปเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์สุดท้ายซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของป่าไม้และหวงแหนดอยหลวงเป็นอย่างมากต้องการที่จะอนุรักษ์ไว้จนชั่วลูกชั่วหลาน ท่านผูกพันกับที่นี่มากจึงสั่งว่าหากสิ้นพระชนม์ไปแล้วให้แบ่งเอาอัฐิส่วนหนึ่งมาไว้ที่นี่ ศูนย์ประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยว อยู่บริเวณใกล้กับยอดดอย แสดงนิทรรศการเรื่องราวของดอยอินทนนท์จากอดีตถึงปัจจุบัน ให้ความรู้ทั้งสภาพทางภูมิศาสตร์ ทางชีววิทยา ป่าไม้ สิ่งมีชีวิต ซึ่งบางชนิดหาดูได้ที่นี่แห่งเดียวในเมืองไทย ผู้มาเยือนจะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากมาย น้ำตกห้วยทรายเหลือง เป็นน้ำตกขนาดกลาง มีน้ำไหลแรงตลอดปี และไหลจากหน้าผาลงมาเป็นชั้น ๆ เข้าทางเดียวกับน้ำตกแม่ปาน ห่างจากที่ว่าการอำเภอแม่แจ่มประมาณ 16 กิโลเมตร แยกจากทางหลวงหมายเลข 1009 ตรงด่านตรวจกิโลเมตรที่ 38 ไปตามทางหลวงหมายเลข 1192 สายอินทนนท์-แม่แจ่ม ประมาณ 6 กิโลเมตร จะมีป้ายบอกทางไปน้ำตก เข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นทางดินแดงในช่วงหน้าฝนทางลำบากมากต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ น้ำตกแม่ปาน เข้าทางเดียวกับน้ำตกห้วยทรายเหลือง แต่อยู่เลยไปอีก 500 เมตร และจากจุดจอดรถต้องเดินต่อไปอีก 800 เมตร ใช้เวลาประมาณ 10 นาที จึงจะถึงตัวน้ำตก น้ำตกแม่ปานนับว่าเป็นน้ำตกที่ยาวที่สุดของเชียงใหม่ก็ว่าได้ น้ำจะตกลงมาจากหน้าผาซึ่งสูงกว่า 100 เมตร เป็นทางยาว ถ้ามองดูแต่ไกลจะเห็นสายน้ำยาวสีขาวตัดกับสีเขียวของต้นไม้ทำให้ดูเด่น น้ำที่ตกลงมายังเบื้องล่างกระทบโขดหินแตกเป็นฟองกระจายไปทั่วบริเวณทำให้มีความชุ่มชื้น เบื้องล่างมีแอ่งน้ำรองรับอยู่ สามารถพักผ่อนลงอาบเล่นได้ เส้นทางศึกษาธรรมชาติบนดอยอินทนนท์ กิ่วแม่ปาน ทางเข้าอยู่กิโลเมตรที่ 42 ด้านซ้ายมือ ระยะทางเดิน 3 กิโลเมตร เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติแท้จริง ระหว่างทางเดินจะพบป่าดิบเขา (Hill Evergreen) ก่อนผ่านเข้าสู่ทุ่งหญ้าซึ่งเคยเป็นพื้นที่ป่าถูกทำลาย เพื่อเป็นการศึกษาลักษณะการเกิดผลกระทบต่อเนื่องบริเวณรอยต่อระหว่างพื้นที่ป่าสมบูรณ์กับพื้นที่ถูกทำลาย หลังจากนั้นทางเดินจะเลาะริมผามีไอหมอกปลิวผ่านตลอดเวลา จะพบดอกกุหลาบพันปี หรือ Rhododendron (ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก ขึ้นตามป่าในระดับสูง มีพันธุ์ดอกสีขาวและสีแดง เวลาออกดอกช่วงแรกมีลักษณะเหมือนปลีกล้วย ก่อนที่จะบานเต็มต้นในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ พบมากในแถบเทือกเขาหิมาลัยและเป็นไม้ประจำชาติของเนปาลด้วย) มองลงไปยังเบื้องล่างจะพบทัศนียภาพที่งดงามของอำเภอแม่แจ่ม การใช้เส้นทางนี้ต้องลงทะเบียนขอรับใบอนุญาตให้ใช้เส้นทางโดยติดต่อที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์อุทยานฯ และควรจัดกลุ่มละไม่เกิน 15 คน ทางอุทยานฯไม่อนุญาตให้นำอาหารเข้าไปรับประทานในเส้นทางในช่วงฤดูฝน และจะปิดเส้นทางเพื่อให้ธรรมชาติฟื้นตัวไม่อนุญาติให้เข้าไปท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึงวันที่ 30 ตุลาคม ของทุกปี เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานแห่งนี้ ได้รับรางวัลดีเด่นประเภทแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ครั้งที่ 4 ประจำปี พ.ศ. 2545 เพราะมีการจัดการที่เน้นความเป็นธรรมชาติ ระหว่างทางมีป้ายสื่อความหมายให้ความรู้กับนักท่องเที่ยว และประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการนำเที่ยว อ่างกาหลวง เส้นทางนี้สำรวจวางแนวและออกแบบเส้นทางเดินโดย คุณไมเคิล แมคมิลแลน วอลซ์ นักสัตววิทยาและอาสาสมัครชาวแคนาดาประจำอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ทำงานทุ่มเทให้กับอินทนนท์ และได้เสียชีวิตที่นี่ด้วยโรคหัวใจ เส้นทางนี้มีระยะทาง 1,800 เมตร พื้นที่นี้เป็นหนองน้ำซับในหุบเขา จุดเด่นที่น่าสนใจ คือ ป่าดิบเขาระดับสูง ลักษณะของพรรณไม้เขตอบอุ่นผสมกับเขตร้อนที่พบเฉพาะในระดับสูง การสะสมของอินทรียวัตถุในป่าดิบเขา ลักษณะอากาศเฉพาะถิ่น พืชที่อาศัยเกาะติดต้นไม้ ลักษณะของต้นน้ำลำธาร และลักษณะของต้นไม้บนดอยอ่างกา เช่นต้นข้าวตอกฤาษีที่ขึ้นตามพื้นดิน (ข้าวตอกฤาษี เป็นพืชที่ต้องการความอุดมสมบูรณ์สูง จะขึ้นในที่สูงกว่า 2,000 เมตรเท่านั้น และเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ชุ่มชื้น อากาศเย็น) กุหลาบพันปี เป็นต้น ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ อีกหลายเส้น เช่น เส้นทางศึกษาธรรมชาติ กิโลเมตรที่ 38 และ เส้นทางศึกษาธรรมชาติกลุ่มน้ำตกแม่ปาน เป็นต้น แต่ละเส้นใช้เวลาในการเดินต่างกันตั้งแต่ 20 นาที – 7 ชั่วโมง และเหมาะที่จะศึกษาสภาพธรรมชาติที่ต่างกันด้วย ศึกษารายละเอียดเส้นทางได้จากที่ทำการอุทยานฯ และจะต้องติดต่อขอเจ้าหน้าที่นำทางจากที่ทำการฯ บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 31 เพื่อป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น และเป็นการส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การใช้สถานที่เพื่อการพักค้างแรมหรือจัดกิจกรรมอื่น ๆนอกเหนือจากบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ต้องขออนุญาตจากหัวหน้าอุทยานฯ เป็นลายลักษณ์อักษร กิจกรรมดูนกบนดอยอินทนนท์ ศูนย์บริการข้อมูลนกอินทนนท์ที่ร้านลุงแดง ตั้งอยู่กิโลเมตรที่ 3 หน่วยจัดการต้นน้ำแม่กลาง ให้บริการด้านข้อมูลนกในดอยอินทนนท์ เช่น สมุดบันทึกการพบนกในดอยอินทนนท์ ภาพวาดลายเส้นของนักดูนก แผนที่เส้นทางดูนกดอยอินทนนท์ ภาพถ่าย สไลด์เกี่ยวกับนก ฯลฯ ให้บริการทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ช่วงที่นักดูนกนิยมมาดูนกกันเป็นฤดูหนาว นอกจากจะได้พบนกประจำถิ่นแล้ว ยังสามารถพบนกอพยพ เช่น นกปากซ่อมดง นกอุ้มบาตร นกเด้าลมหลังเทา นกเด้าลมหลังเหลือง นกเด้าลมดง นกเด้าลมหัวเหลือง นกจาบปีกอ่อนเล็ก นกจาบปีกอ่อนหงอน นกจาบปีกอ่อนสีแดง นกเดินดงสีน้ำตาลแดง ฯลฯ ทางศูนย์ฯจะบริการให้คำแนะนำตลอดจนเป็นสถานที่พบปะสนทนาระหว่างนักดูนก นักศึกษาธรรมชาติและบุคคลทั่วไป เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ดีต่อการอนุรักษ์และรักษาสภาพธรรมชาติ ทำให้ทราบถึงแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งอาหารของนกและสัตว์ป่าในดอยอินทนนท์ ให้คงอยู่ถึงรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป เจ็ดขุนพล

22/7/2553

"ตำนานรักผาวิ่งชู้"

"ตำนานรักผาวิ่งชู้" แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอันงดงาม "ผาวิ่งชู้" แห่งนี้ตั้งอยู่ที่บ้านดงดำ ตำบลฮอด อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ การเดินทางไปยังผาวิ่งชู้สามารถใช้เส้นทางเชียงใหม่-ฮอด ถึงอำเภอฮอด ตรงไปเส้นทางฮอด-นาลุง ผ่านบ้านฮอดหลวง มาประมาณ 3 กิโลเมตร มีทางแยกซ้าย ข้ามสะพาน ถึงบ้านดงดำ ต่อไปอีกราว 1 กิโลเมตร ถึงทางแยกซ้ายตรงเข้าสู่จุดชมวิวผาวิ่งชู้ หรือจะใช้เส้นทางฮอด-ดอยเต่า สาย 1103 จากฮอดไปประมาณ 15 กิโลเมตร (หรือเลยกิโลเมตรที่ 53 เล็กน้อย) เจอทางแยกขวาเข้า ไปบ้านดงดำ ระยะยทาง 3 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าถนนลูกรัง ไปอีก 1 กิโลเมตร จะถึงจุดชมวิวผาวิ่งชู้ ด้านนี้เป็นด้านที่อยู่บนสันของหน้าผาผาวิ่งชู้ ซึ่งจะมองเห็นแท่งหินสวยงาม แต่ถ้าประสงค์จะดูด้านที่เป็นหน้าผา ซึ่งสามารถเห็นรอยเลื่อนได้ ให้ใช้เส้นทางฮอด-นาลุง โดยพอถึงบ้านฮอดหลวงให้เลี้ยวซ้ายไปตามทางเล็ก ๆ ที่มีอยู่มากมาย พยายามยึดเส้นทางเข้าหาริมแม่น้ำปิงเข้าไว้จะไปถึงหน้าผาได้ ลักษณะเด่นของผาวิ่งชู้นั้น จะมีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชัน เมื่อหันหน้าไปตามทิศทางน้ำไหล หรือทางทิศใต้จะอยู่ทางด้านริมฝั่งซ้ายของลำน้ำปิง หน้าผามีความยาว 250 เมตร และมีความสูง 25 เมตร วางตัวเอียงเทลาดลงไปในทิศตะวันตก ในขณะที่ริมฝั่งด้านขวาเป็นพื้นที่ราบ จุดที่สวยงามและมีชื่อเสียงเป็นแหล่งท่องเที่ยวอยู่บนหน้าผา เมื่อมองจากจุดชมวิว จะเห็นเป็นแท่งเสาหินยอดแหลมตั้งตรงตระหง่านขึ้นจากพื้น บางเสามีมวลหินรูปร่างแปลก ๆ วางอยู่บนยอด เบื้องหลังเป็นพื้นที่ราบริมฝั่งน้ำปิงกว้างไกลและแลเห็นเทือกเขาดอยปุยหลวงอยู่ลิบ ๆ ข้อมูลทางด้านธรณีวิทยา ผาวิ่งชู้เป็นภูมิประเทศของผาวิ่งชู้ ที่มีลักษณะของธรณีสัณฐาน (Geomorphology) ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผุพังอยู่กับที่ (Weathering) การกร่อน (Erosion) และการยกตัวของรอยเลื่อนปกติ (Normal fault) โดยรอยเลื่อนวางตัวในแนวตะวันออก-ตะวันตก รอยเลื่อนเอียงเทไปทางทิศเหนือ มวลหินด้านเหนือของแนวรอยเลื่อน เลื่อนตัวลง ในขณะที่มวลหินทางด้านใต้ของแนวรอยเลื่อนเลื่อนตัวขึ้น จนทำให้เกิดตะพัก (Terrace) เกิดการกร่อนในภายหลังทำให้ริมฝั่งด้านผาวิ่งชู้มีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชัน ในขณะที่ตะพักฝั่งตรงข้ามหน้าผาเป็นที่ราบ หินที่ประกอบกันเป็นหน้าผาประกอบด้วย ชั้นหินทรายแป้ง (Siltstone) หินทราย (Sandstone) และหินกรวดมน (Conglomerate) แทรกสลับกัน หินส่วนล่างมีการประสานตัวของตะกอนดีกว่าส่วนบนซึ่งยังไม่แข็งตัว ชั้นหินมีอายุยุคเทอร์เชียรี (65-1.8 ล้านปี) และ ควอเทอร์นารี (1.8 ล้านปี-ปัจจุบัน) ตามลำดับ การวางตัวของชั้นหินสองอายุเป็นไปอย่างไม่ต่อเนื่อง เห็นได้จากรอยชั้นไม่ต่อเนื่องเชิงมุม (Angular unconformity) ซึ่งพบได้จากชั้นหินชุดอายุแก่วางเอียงตัวทำมุมกับชั้นหินชุดอายุอ่อนที่วางตัวตามแนวราบปิดทับข้างบน ดังนั้นจึงสันนิษฐานได้ว่า เมื่อชั้นหินอายุแก่สะสมตัวเรียบร้อยแล้ว ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเปลือกโลก ทำให้ชั้นหินเอียงตัว เกิดการกร่อน และสุดท้ายจึงเกิดยุบตัวเป็นแอ่งแล้วหินอายุอ่อนสะสมตัวบนชั้นหินอายุแก่กว่าอีกครั้งหนึ่งโดยเหตุที่ผาวิ่งชู้ประกอบด้วย ชั้นหินซึ่งมีทั้งที่ยังไม่แข็งตัว กับส่วนที่แข็งตัวแล้ว แต่เนื้อหินมีการประสานตัวไม่ดีนัก ประกอบกับการมีสภาพเป็นพื้นที่สูง ดังนั้นธรรมชาติ โดยลม ฝน น้ำ ได้กัดเซาะให้ตะกอนที่จับตัวเป็นหินหลุดแยกออกจากกัน โดยเฉพาะแนวหน้าผา ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากการเปรียบเทียบตำแหน่งของรั้วจากรั้วเดิมที่สร้างไว้กันตก กับรั้วที่สร้างใหม่ที่จุดชมวิว รั้วที่สร้างขึ้นใหม่ต้องถอยร่นห่างจากหน้าผาออกมาเรื่อย ๆ เพราะหินเดิมที่ริมหน้าผาทรุดตัว พังทลายอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการวางแผนจัดการใด ๆ เพื่อพัฒนาพื้นที่จึงควรต้องมีการศึกษาอัตราการกัดเซาะของหน้าผาในแต่ละปี เพื่อคำนวณว่าควรจะปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างได้ใกล้หรือไกลหน้าผาเพียงใด ผาวิ่งชู้ ดูเหมือนจะเป็นเสาดินที่มีตำแหน่งที่ค่อนข้างสวยงาม ด้วยว่าอยู่ริมแม่น้ำปิง บริเวณผาวิ่งชู้มีปรากฏการณ์ให้ชมสองลักษณะ คือเป็นผาหินทรายขนาดใหญ่อย่างหนึ่ง และส่วนที่เป็นเสาดินอีกอย่างหนึ่ง เสาดินมีขนาดเล็กเรียว รูปทรงสวยงาม ผาวิ่งชู้มีพื้นที่ไม่ใหญ่นัก แต่เป็นสถานที่แห่งเดียว (เท่าที่รู้) ที่เกิดปรากฏการณ์อย่างนี้อยู่ริมแม่น้ำ ยิ่งถ่ายภาพลงไปเห็นทั้งเสาหินและแม่น้ำปิง ก็ยิ่งสวยงามมาก ผาวิ่งชู้เป็นเสาดินที่เดียวที่ดูได้เพียงอย่างเดียว จะลงไปเดินเล่นตามโคนเสาไม่ได้ (เพราะเป็นหน้าผาสูง) ส่วนตำนานเล่าขานสืบทอดกันมา....ของผาวิ่งชู้ ที่ชะโงกง้ำค้ำแผ่นฟ้านั้นเล่าขานสืบทอดกันมาว่า กันว่าผานี้มีชายหญิงกอดคอกันโจนสู่ลำนำปิง การจมดิ่งฝังแน่นท้องธารา โดยเป็นตำนานสืบเนื่องมาเมื่อครั้ง พระนางจามเทวีครั้งสร้างเมืองพิสดารนครแล้ว ได้มอบหมายให้พระยาแสนโทปกครองเมืองพิสดารนครฮอดต่อ.. พระยาแสนโทมีบุตรหญิง 1 คนชื่อพระนางแอ่นฟ้า และมีบุตรชาย 1 คน ชื่อพระนาย ต่อมาพระนางแอ่นฟ้าเกิดรักใคร่กับลูกของเสนาผู้หนึ่ง ชื่อหน้อยสิงห์คำ รักที่ต่าง ฐานันดร...ข่าวทราบถึงพญาแสนโทจึงเรียกทั้งสองไปว่ากล่าวตักเตือนหากฝ่าฝืนกฏมณเทียรบาลมีโทษถึงประหารชีวิต แต่ด้วยรักแท้ที่ทั้งสองมีต่อกันพระนางแอ่นฟ้ากับหน้อยสิงห์คำจึงได้พากันหนีออกจากเมืองในเวลากลางดึกสงัด โดยทั้งสองได้ขี่ม้าสีขาวมุ่งออกจากเมืองพิสดารนคร...โดยทันทีฝ่ายพระนายผู้น้องเห็นผิดสังเกตุจึงเข้าไปดูยังห้องบรรทมของพระนาง...แต่ไม่พบจึงนำความเข้าไปกราบทูลบิดา พระยาแสนโททรงกริ้วมากเรียกเสนาอามาตย์และทหารออกติดตามตลอดทั้งคืนพร้อมด้วยพระนาย.... และรับสั่งว่าถ้าพบทั้งสองให้ลงโทษประหารชีวิตเสียทันที เสียงฝีเท้าม้ากระทบแผ่นดินสะเทือนเลือนลั่น กระชั้นชิดเข้าใกล้ ขณะนั้นพระนางแอ่นฟ้าและหน้อยสิงห์คำเห็นจวนตัวจึงปรึกษากัน ณ ริมป่าชายทางว่าอยู่ก็ตายไปก็ตาย. เราจะกระโดดหน้าผาอันสูงชันนี้ตายด้วยกันทั้งสองคน เห็นควรแล้วจึงเอาผ้าขาวผูกตาม้าเพราะไม่อยากให้เห็นหน้าผาที่สูงลิ่วพระนางแอ่นฟ้าเห็นว่าหน้อยสิงห์คำไม่กล้าบังคับม้าให้กระโดดหน้าผา จึงเปลี่ยนเป็นผู้ขี่ม้าหน้อยสิงห์คำนั่งซ้อนท้ายแล้วให้เฆี่ยนม้าอย่างแรง ด้วยความเจ็บและตกใจม้าจึงวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วกระโดดลงหน้าผาที่สูงชันกว่าห้าสิบเมตรร่างทั้งสองและม้าลอยละลิ่วตกลงเบื้องล่างสู่ห้วงน้ำแม่ระมิงค์จมไปกับกระแสน้ำ หน้าผาแห่งนี้จึงมีชื่อเรียกกันต่อมาว่า"ผาวิ่งชู้" ร่างของหน้อยสิงห์คำลอยไปติดท่าน้ำห่างออกไปสองกิโลเมตรจึงเรียกที่นั้นว่า"บ้านหน้อย" ร่างของพระนางแอ่นฟ้าลอยไปติดท่านำแห่งหนึ่งต่อมาเรียกว่า"บ้านแอ่น"ส่วนผ้าขาวที่ปิดตาม้าจมอยู่ทางทิศเหนือจึงเรียกจุดนั้นว่า"วังผ้าขาว"ร่างของม้าลอยไปติดอีกไม่ไกลนักทางทิศใต้เรียกกันว่า"ท่าม้า" ด้านขบวนติดตามของพระนายและทหารติดตามถึงหน้าผาเห็นรอยม้ากระโดดลงหน้าผาจึงถอยม้าหยุดนิ่ง..เสียใจและอาลัยอาวรณ์อย่างยิ่งนักเป็นความโศกเศร้าอาดูร...แทนคำตอบซึ่งต่างรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น พระนายผู้น้องเสียใจตรอมใจจนขาดใจตายข้างลำห้วยที่ติดอยู่กับหน้าผาแห่งนั้น........... ที่ตรงนั้นจึงเรียกว่า "ห้วยพระนาย" นับแต่นั้นมา... พ่อแม่ฝ่ายหญิงก็เสียใจ มาทำบุญให้โดยทิ้งของทำบุญลงน้ำ ของต่าง ๆ ก็ลอยไปติดตามที่ต่าง ๆ เกิดเป็นชื่อหมู่บ้านขึ้นอีก เช่น ข้าวแต๋น กลายเป็น บ้านผาแตน ( รู้สึกที่นี่จะไหลทวนน้ำ ) หม้อก็ได้กลายเป็นวังหม้อ ส่วน สลุง..กลายเป็นวังสลุง หรือวังลุง คือที่มาของชื่อสถานที่ต่าง ๆ ในบริเวณโดยรอบผาวิ่งชู้ ขอขอบคุณ.... คุณอ้อมนภา ใจจันทร์ ข้อมูลจากเวปไซด์ cm 108.com

28/7/2553

ตำนานพระล้านนา

ผ้าป่าสามัคคีเพื่อสมทบทุน

ผ้าป่าสามัคคีเพื่อสมทบทุน เริ่มกันด้วยข่าวบุญ เสี่ยแดง สุทธิพงศ์ ใหม่วันŽ ขอเชิญร่วมทำบุญ ทอดกองผ้าป่าสามัคคีเพื่อสมทบทุนขยายเขตไฟฟ้าแสงสว่างเข้าสู่วัดดอยน้อย ทอด ณ วัดดอยน้อย หมู่ที่ 13 ต.บ้านธิ อ.บ้านธิ จ.ลำพูน วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม 2553 เวลา 16.00 น. ..* องค์แรก พระพุทธรูปศิลปะล้านนา นาคปรก หน้าตักกว้าง 4 นิ้ว องค์พระประทับนั่งบนฐานนาค 3 ชั้นใต้ปรกหัวนาค 5 เดียร น่าแปลกที่พระพุทธรูปปางนาคปรก ศิลปะล้านนาไม่นิยมสร้าง เพราะยังไม่เคยพบพระนาคปรกที่เก่าถึงยุคล้านนา 400-500 ปี เลย เคยพบแต่พระยุคกลาง อายุประมาณ 100 ปีเศษ เหมือนกับพระรัชกาลของภาคกลาง ปางนาคปรก นิยมสร้างมากสมัยลพบุรี ซึ่งตรงกับสมัยนครวัด เขมร นิยมสร้างมากทั้งหิน สำริด และไม้ ในประเทศไทย สมัยอยุธยา เคยพบมากสุดเป็นยุครัตนโกสินทร์ และรัชกาลสร้างกันมาก องค์นี้สวย น่ารัก เป็นพระล้านนายุคกลาง อายุประมาณ 100 ปี เนื้อหนา สำริดออกแดง เป็นของร้านศิลาแอนติค...* อีกองค์ พระปรกโพธิ์สมาธิเล็ก ช่วงนี้พระเชียงแสนสนิมแดง แรงสุดๆ ขนาดหมอพงศกร บ้านพระกรุ สายตรง บ่นว่า ราคาจับไม่ค่อยลง พิมพ์ธรรมดาเปิดเป็นหมื่นกันแล้ว สายสนิมแดงนี่ก็แปลก ถ้าสนิมแดงกับไม่แดง ราคาผิดกันเป็นเท่า อย่างปรกโพธิ์ใหญ่ บัวเม็ด หรือ บัวรวน ถ้าสนิมไม่แดง ราคาไม่เกิน 10,000 ถ้าแดงๆ ไขขาว ทองเก่า 20,000 อัพ ถึงเวลาของพระเชียงแสน สนิมแดงบ้านเราแล้วครับ ผมว่าราคาวันนี้เพิ่งเริ่มขยับเหมือนพระสกุลลำพูน 20 ปีก่อน องค์นี้พิมพ์สมาธิเล็กนิยม ผิวเดิมๆ จากกรุ เป็นของร้านพุทธรักษา..* ถัดมา พระเชียงแสน พิมพ์ตุ๊กตาเล็ก พิมพ์นี้พระมีปริมาณมาก ขนาดเล็ก เหมาะใช้แขวน สนิมแดงสวย บางองค์ปิดทองเก่าจากกรุ เป็นพระดูง่าย ซื้อง่าย ขายคล่อง สมัย 20 กว่าปีก่อน พระแตกกรุเข้ามาทาง อ.แม่สาย จ.เชียงราย ใส่ถุงปุ๋ยเข้ามาหลายถุง เข้าใจว่าหลายพันองค์ สมัยนั้นองค์ละ 200 ยังขายยาก พระส่วนใหญ่ถูกเหมาเข้ามาเชียงใหม่ แล้วถูกนักเล่นส่วนกลางเหมาต่อไปเกือบหมด ราคาขยับจากหลักร้อยขึ้นมาเรื่อยๆ วันนี้สวยๆ สนิมแดงๆ ราคา 2,000-3,000 แล้ว แม้ศิลปะพระจะอ่อนไปหน่อย ก็ยังน่าเก็บ เพราะอายุเก่าแก่ องค์นี้สนิมแดง ทองเก่า เป็นของ SURVEY..* อีกองค์ พระเชียงแสน ซุ้มเรือนแก้ว กรุวัดบ้านซ้อ องค์พระนั่งปางสมาธิ ในซุ้มเรือนแก้ว บนฐานแท่นแก้ว เนื้อชินตะกั่วสนิมแดง ขึ้นจากกรุวัดบ้านซ้อ อ.เชียงกลาง จ.น่าน มี 3 พิมพ์ พิมพ์ซุ้มเรือนแก้ว พิมพ์ไสยาสน์ พิมพ์เปิดโลก พระส่วนใหญ่ลงชาดปิดทองเก่า บางองค์ด้านหลังมีครั่งเก่าติดอยู่ เพื่อใช้ติดกับผนัง พระส่วนใหญ่ติดกับผนังโบสถ์ ไม่ได้ลงกรุ สนิมไม่ค่อยแดง พิมพ์ซุ้มเรือนแก้ว ออกแบบได้สวยงาม คลาสสิคมาก คล้ายกับพระเชียงแสน พิมพ์ซุ้มเรือนแก้ว กรุวัดพระเจ้าบิ่นหน้าล่องใต้ และกรุเวียงลอ พะเยา ของกรุพะเยา พระฝังอยู่ในดิน สนิมแดงจัด สวยงาม หายากทั้ง 2 กรุ องค์นี้ลงชาดปิดทองเก่า สวย มีหน้าตา เป็นของ สจ.บอม โพสต์ลงโชว์..* ถัดมา พระขุนไกร กรุศาลเจ้า ขึ้นจากกรุศาลเจ้า พร้อมกับพระยอดขุนพล เป็นพระนิยมตั้งแต่สมัยผมยังเด็ก เพราะบ้านอยู่ใกล้ตลาด ข้างตลาดมีเจดีย์ข้างศาลเจ้า คนรุ่นเก่าเล่ากันมานานแล้วว่า ข่ามและเหนียว ดีด้านตีรันฟันแทง พระกรุศาลเจ้าหลายองค์ที่ถักลวดทองแดง แบบโบราณ แขวนติดตัว พระขนาดเขื่อง ถ้ามีคนใช้แขวน ต้องดีจริง ราคาก็แพงมานาน หลักพันตั้งแต่ปี พ.ศ.2520 กว่า จะว่าไปแล้วสมัยนั้นแพงกว่าพระคงอีก เป็นพระกรุบ้านเราอีกกรุที่น่าเก็บ ก่อนจะแพงกว่านี้ องค์นี้สวยครบสูตร รักทองเก่าจากกรุ ดูง่าย เป็นของร้านใต้ตะวัน...* ถัดมา พระรูปเหมือน ครูบาเจ้าศรีวิชัย พิมพ์พระรอด คนสร้างไอเดียดี เอาพิมพ์พระรอดมาดัดแปลง เปลี่ยนองค์พระเป็นรูปครูบานั่งแทน ผศ.วิลักษณ์ ศรีป่าซาง เขียนไว้ว่า สร้างขึ้นพร้อมกับรูปเหมือนครูบาฯ รุ่นอัฐิหลังย่น รุ่นที่ 3 ปี พ.ศ.2505 โดยครูบาทิม พรหมเสโน วัดจามเทวี ลำพูน เพราะรุ่นนี้ใต้ฐานเจาะรู บรรจุเส้นเกศาและเถ้าอัฐิ เหมือนกับพิมพ์พระรอด องค์สวยๆ สายตรงเช่าเกินหมื่นมาหลายปีแล้ว องค์นี้ สวยเดิมๆ ก้นอุดผง หลังจาร ครบสูตร เป็นของร้านน้ำปิง โพสต์ลงโชว์..* อีกองค์ เหรียญครูบาวัง รุ่นแรก พ.ศ.2506 หลวงพ่อท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ดังมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 งานพิธีพุทธาภิเษกใหญ่ๆ สมัยนั้น ท่านได้รับนิมนต์ทุกงาน เหรียญรุ่นแรก พ.ศ.2506 มี 2 บล็อก คือ เหรียญกลม หรือเหรียญจิกโก๋ มีทั้ง มีห่วง ไม่มีห่วง และเหรียญรูปไข่ เหรียญกลมนิยมกว่ารูปไข่ ราคาแพงกว่า ยังมีกริ่งรูปเหมือนของท่าน สร้างพร้อมกับเหรียญ มีเนื้อทองแดงรมดำ และกะไหล่ทอง ฝังพลอยสี รุ่นฝังพลอย คนท้องที่ จ.ตาก เล่นกัน 7,000-8,000 สูสีกับเหรียญกลม เหรียญนี้กะไหล่เดิม สวยกริ๊บ เป็นของร้านภัณฑิรา แอนติค..* อีกองค์ ก้นพระรอด วัดพระสิงห์ รู้กันอยู่แล้วว่าพระรอดวัดพระสิงห์ พ.ศ. 2496 มี 11 พิมพ์ จากบันทึกการสร้าง โดย พ.ต.อ. ศิริ คชหิรัญ ส่วนพิมพ์ใหญ่หูขีด ดูพระรอดวัดพระสิงห์มาหลายพิมพ์แล้ว วันนี้มาดูก้นพระ (ใต้ฐาน) กันดีกว่า เท่าที่พบเห็นมา ก้นพระรอด วัดพระสิงห์ มี 5 แบบ ด้วยกัน คือ ก้นเรียบ ก้นจารเลข ๕ ไทย จารยันเฒาะหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ก้นอุดผงของหลวงปู่คำแสน และหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ และก้นปั๊มหมึก ตราธรรมจักรของวัดสุทัศน์ สำหรับก้นปั๊มเลข 5 เป็นของ วัดชัยพระเกียรติ ราคาจะถูกกว่า รูปนี้โพสต์ลงโชว์โดย นิวผญาวัน สายตรงวัดพระสิงห์.....l ถัดมา พระชัยไตรภพ หลวงพ่อเกษม สร้างพร้อมกับพระกริ่งไตรลักษณ์ พ.ศ.2517 เนื้อนวโลหะกลับดำ จำนวน 1,599 องค์ ก้นตอกโค๊ดและหมายเลขกำกับทุกองค์ พระชัยวัฒน์ สร้างจำนวนเท่าพระกริ่ง ก้นอุดด้วยโลหะ 2 แบบ ตะกั่วและทองแดง มีทั้งตอกโค๊ดและไม่ตอก ฐานด้านหลังมีอักษร เขมโก น่าแปลกที่รุ่นนี้ พระชัยวัฒน์ เล่นกัน 20,000 แพงกว่าพระกริ่ง เข้าใจว่าพระกริ่งมีเสริมจากโรงงาน ไม่มีโค๊ดตอก ทำให้คนกลัว ไม่กล้าเล่น องค์นี้เนื้อนวโลหะกลับดำ สวยงาม เป็นของยูสเซอร์เนม tui_tui โพสต์ลงโชว์..* ท้ายสุด พระกริ่งอวโลกิเตศวร หลวงพ่อเกษม พ.ศ.2518 นับเป็นรุ่น 3 ของหลวงพ่อ รุ่น 1 พระกริ่งแก้วปฏิมากร ออกวัดเกาะ พ.ศ.2514 รุ่น 2 พระกริ่งไตรลักษณ์ ออกสุสานไตรลักษณ์ พ.ศ.2517 ได้รับความนิยมทุกรุ่น พระกริ่งอวโลกิเตศวร จำนวนสร้าง เงิน 199 องค์ นวโลหะ 999 องค์ คงเป็นเพราะรูปแบบฉีกแนวพระกริ่งเดิมๆ สวยเข้าตานักสะสม เนื้อนวโลหะ ราคาประมาณ 20,000 องค์นี้เนื้อเงิน สวยเดิม เป็นของ ต้าลำปาง สายตรงหลวงพ่อเกษม โพสต์ลงโชว์บอกว่าเสียดาย ที่เก็บแค่องค์เดียว เพราะราคาถึงสิบหมื่นแล้ว.....l ลากันด้วยข่าวฝาก เสี่ยตุ๊ ณรงค์ศักดิ์ ฟองศักดิ์Ž เชิญร่วมงานตลาดนัดพระเครื่องสัญจร วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม 2553 ณ ลานเอนกประสงค์ บ้านป่าเหมือด อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ร่วมวางแผงเช่าบูชาแลกเปลี่ยนพระเครื่องตลอดวัน ช่วงบ่ายชมฟุตบอลประเพณี 4 ชมรม ชมรมพระเครื่อง อ.สันทราย ชมรมพระเครื่อง อ.สันกำแพง ชมรมพระเครื่อง อ.แม่ริม ชมรมพระเครื่อง อ.เมือง ขอชื่นชมคนจัดงาน ไอเดียเข้าท่า งานนี้น่าไปครับ..*

25/7/2553

มหกรรมอาหารชม.23จัดมาให้แบบย้อนยุค

มหกรรมอาหารชม.23จัดมาให้แบบย้อนยุค มหกรรมอาหารอาหารเชียงใหม่แบบของแท้ดั้งเดิมก็ต้องของชมรมภัตตาคารและร้านอาหารจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งในปีนี้กำหนดจัดเป็นครั้งที่ 23 แล้ว โดยปีนี้มีแผนออกมาแล้วว่าจะจัดระหว่างวันที่ 24-31 ต.ค. 53 นี้ ณ ลานม่วนใจ๋ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ที่เก่าอย่างแน่นอน ซึ่งปีนี้จะแปลกตากว่าทุกปี เนื่องจากจะจัดในแนวย้อนยุคไปเมื่อ 20-30 ปีที่ผ่านมา แต่จะเป็นรูปแบบอาหารของชาวล้านนาเมื่อแต่เก่าแต่ก่อน สำหรับไฮไลท์ของงานก็คือจะจัดบูธบริเวณ หน้างานพร้อมกับมุมสาธิตอาหารย้อนยุคที่จะหาชมและหารับประทานที่ไหนไม่ได้แล้ว ทั้งนี้งบประมาณจากการจัดงาน สุนิสา ธุวานนท์ ประธานชมรมภัตตาคารและร้านอาหารจังหวัดเชียงใหม่กับ ชวลิต ฉ่อนเจริญ ประชาสัมพันธ์ชมรมฯ เกริ่นมาว่าสูงกว่าทุกปี เนื่องจากจัดในแนวย้อนยุค ทั้งร้านอาหารและคนทำอาหารก็ต้องแต่งในแนวย้อนยุค ใครอยากจะเห็นรูปแบบงานมหกรรมอาหารที่ย้อนยุคไป เมื่อ 20-30 ปีก่อนหน้านี้ มายลโฉมกันได้ เพราะจะหางานอย่างนี้ในยุคสมัยนี้ไม่ได้แล้ว ส่วนรายละเอียดงานเต็มรูปแบบของจริงนั้นรอกันไปก่อนรับรองจะประกาศให้ทราบกันถ้วนหน้าเร็วๆนี้ กุ่ย กรกรฎ kuinunu@hotmail.com

28/7/2553

ที่พักราคาถูกเชียงใหม่

สารพัดวิธีเดินทางไปเชียงใหม่ ไปงาน Otaku Fun Fair



สารพัดวิธีเดินทางไปเชียงใหม่ ไปงาน Otaku Fun Fair

หลายๆ คนคงจะประสบเหตุเกี่ยวกับการเดินทาง ว่า เอ๊ะ จะไปยังไงดี ไปทางไหนถึงจะดี วันนี้เราได้รวบรวมสารพัดสารพันวิธีการเดินทางสู่เชียงใหม่ ในช่วงวันที่ 14-16 ตุลาคม ที่จะไปงาน Otaku Fun Fair นี้มาแล้ว อย่ารอช้า ไปอ่านกันสิ

วิธีที่ 1 รถส่วนตัว
อันนี้เหมาะสำหรับคนมีรถส่วนตัวซักคัน เดินทางไปกับเพื่อนฝูงหลายคน เฮฮาปาจิงโกะ กันดี แต่พลขับคงจะเหนื่อยซักหน่อย ถ้าเป็นไปได้ มีคนที่ขับรถเป็นหลายๆ คน จะเป็นการดี
เส้นทางที่ใช้ จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 32 (สายเอเชีย) ผ่านอยุธยา อ่างทอง นครสวรรค์ หลังจากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 117 ไปยังพิษณุโลก ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 11 ผ่านลำปาง ลำพูน ถึงเชียงใหม่ ระยะทางประมาณ 695 กิโลเมตร อีกทางหนึ่งคือจากนครสวรรค์ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1 ผ่านกำแพงเพชร ตาก และลำปาง ถึงเชียงใหม่ ระยะทางประมาณ 696 กิโลเมตร
เวลาเดินทาง ประมาณ 8-10 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับฝีมือพลขับ หรือถ้าเร็วจริงๆ อาจถึงได้ใน 6-7 ชั่วโมง
ค่าเดินทาง ขึ้นอยู่กับรถแต่ละคัน และจำนวนคนที่เดินทางไป เช่น
Toyota Hilux Vigo เปิดประทุนหลัง ค่าน้ำมัน(ดีเซล) ประมาณเที่ยวละ 2,000 บาท (ไป-กลับ เป็น 4,000 บาท) เดินทางได้ประมาณ 8 คน ค่าใช้จ่ายค่าเดินทางประมาณคนละ 500 บาท
Honda CR-V ค่าน้ำมัน(91) ประมาณเที่ยวละ 2,500 บาท (ไป-กลับ เป็น 5,000 บาท) เดินทางได้ประมาณ 5 คน ค่าใช้จ่ายค่าเดินทางประมาณคนละ 1,000 บาท

วิธีที่ 2 รถทัวร์
อันนี้เหมาะสำหรับเดินทางคนเดียวแบบประหยัดๆ ลูกทุ่งๆ หรือไปน้อยคนก็สนุกสนานเฮฮาดีไม่แพ้กัน เพียงแต่ต้องหาอะไรทำฆ่าเวลาซักหน่อยล่ะ มีรถออกจาก หมอชิต 2 ทุกวันๆ ละหลายเที่ยว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท ขนส่ง จำกัด โทร. 0 2936 2852 – 66 และที่เชียงใหม่ โทร. 0 5324 1449, 0 5324 2664 หรือดูใน
http://www.transport.co.th ทันจิตต์ทัวร์ โทร. 0 2936 3210, นครชัยแอร์ โทร. 0 2936 3901, 0 2936 3355 นิววิริยะยานยนต์ทัวร์ โทร. 0 2936 2207, สมบัติทัวร์ โทร. 0 2936 3355, สหชาญทัวร์ โทร. 0 2936 2762, สยามเฟิสท์ทัวร์ โทร. 0 2954 3601-7
เวลาเดินทาง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 ชั่วโมง
รถ VIP ออกจากกรุงเทพฯ เวลา 09.00, 19.30, 20.00, 20.30, 21.00, 21.30
กลับสู่กรุงเทพฯ เวลา 09.00, 19.00, 20.00, 20.30
รถแอร์ชั้น 1 ออกจากกรุงเทพฯ เวลา 06.30, 10.40, 13.00-22.00 รถออกทุก 30 นาที
กลับสู่กรุงเทพฯ เวลา 07.00-10.45 รถออกทุก 30 นาที, 17.30-21.00 รถออกทุก 30 นาที
รถแอร์ชั้น 1 พิเศษ ออกจากกรุงเทพฯ เวลา 06.45, 09.15, 19.30, 20.00, 20.15, 20.25, 20.30, 20.50, 21.00, 22.30
กลับสู่กรุงเทพฯ เวลา 19.30, 20.00, 20.30, 21.00
รถแอร์ชั้น 2 ออกจากกรุงเทพฯ เวลา 05.30, 07.25, 08.50, 10.30, 12.30, 16.30, 17.50, 18.50, 19.50, 20.20, 20.50, 21.20, 22.00
กลับสู่กรุงเทพฯ เวลา 06.30, 07.30, 09.00, 10.30, 18.00, 19.00, 19.30, 20.00, 20.30, 21.00
รถพัดลม ออกจากกรุงเทพฯ เวลา 05.20, 09.10, 13.25, 19.00, 22.00
กลับสู่กรุงเทพฯ เวลา 08.30, 12.30, 17.00
ค่าเดินทาง รถ VIP 625 บาท ไป-กลับ 1,250 บาท ต่อคน
รถแอร์ชั้น 1 ราคา 403 บาท ไป-กลับ 806 บาท ต่อคน
รถแอร์ชั้น 1 พิเศษ ราคา 470 บาท ไป-กลับ 940 บาท ต่อคน
รถแอร์ชั้น 2 ราคา 314 บาท ไป-กลับ 628 บาท ต่อคน
รถพัดลม ราคา 224 บาท ไป-กลับ 448 บาท ต่อคน

วิธีที่ 3 รถไฟ
ค่อนข้างสะดวกแบบประหยัด ถึงแม้อะไรจะไม่ค่อยสมบูรณ์นัก แต่ก็ถือได้ว่าใช้ได้ทีเดียว ไม่แพ้รถทัวร์หรอก มีรถ ออกจากหัวลำโพงทุกวัน สอบถามรายละเอียดได้ที่หน่วยบริการเดินทาง การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 0 2223 7010, 0 2223 7020, 1690 สถานีรถไฟเชียงใหม่ โทร. 0 5324 2094 และ
http://www.railway.co.th
นอกจากนี้ ขบวนรถไฟสุดหรูระดับโลกของ Orient-Express มีบริการเป็นครั้งคราว (มีออกเดินทางในวันที่ 10 ตุลาคม เที่ยวหนึ่ง) สามารถสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ บริษัท ซีทัวร์ จำกัด โทร. 0 2216 5783 หรือที่
http://www.orient-express.com (และเนื่องจากราคาแพงถึงหลายหมื่น จึงไม่ขออธิบาย หาข้อมูลกันเอาเอง)
เวลาเดินทาง มีรถไฟออกทุกวันๆ ละ 7 ขบวน
ขาไป
รถเร็ว ขบวน 101 ออกจากกรุงเทพฯ 06.00 ถึงที่เชียงใหม่ 20.55 (14.55 Hrs.)
รถเร็ว ขบวน 109 ออกจากกรุงเทพฯ 14.30 ถึงที่เชียงใหม่ 05.35 (15.05 Hrs.)
รถด่วน ขบวน 51 ออกจากกรุงเทพฯ 21.30 ถึงที่เชียงใหม่ 12.05 (14.35 Hrs.)
รถด่วนพิเศษ ขบวน 9 ออกจากกรุงเทพฯ 08.30 ถึงที่เชียงใหม่ 19.45 (11.15 Hrs.)
รถด่วนพิเศษ ขบวน 11 ออกจากกรุงเทพฯ 19.25 ถึงที่เชียงใหม่ 07.20 (11.55 Hrs.)
รถด่วนพิเศษ* ขบวน 1 ออกจากกรุงเทพฯ 18.00 ถึงที่เชียงใหม่ 06.50 (12.50 Hrs.)
รถด่วนพิเศษ* ขบวน 13 ออกจากกรุงเทพฯ 19.40 ถึงที่เชียงใหม่ 08.55 (13.15 Hrs.)
ขากลับ
รถเร็ว ขบวน 102 ออกจากเชียงใหม่ 06.55 ถึงที่กรุงเทพฯ 21.20 (14.55 Hrs.)
รถเร็ว ขบวน 110 ออกจากเชียงใหม่ 21.50 ถึงที่กรุงเทพฯ 12.30 (14.40 Hrs.)
รถด่วน ขบวน 52 ออกจากเชียงใหม่ 16.00 ถึงที่กรุงเทพฯ 06.05 (14.05 Hrs.)
รถด่วนพิเศษ ขบวน 10 ออกจากเชียงใหม่ 20.30 ถึงที่กรุงเทพฯ 08.25 (11.55 Hrs.)
รถด่วนพิเศษ ขบวน 12 ออกจากเชียงใหม่ 08.30 ถึงที่กรุงเทพฯ 20.20 (11.50 Hrs.)
รถด่วนพิเศษ* ขบวน 2 ออกจากเชียงใหม่ 17.50 ถึงที่กรุงเทพฯ 07.00 (13.10 Hrs.)
รถด่วนพิเศษ* ขบวน 14 ออกจากเชียงใหม่ 16.45 ถึงที่กรุงเทพฯ 06.25 (13.40 Hrs.)
ค่าเดินทาง ราคารวมค่าธรรมเนียม (ต่อเที่ยว)
รถ...............ขบวน............ชั้น 3.....ชั้น 2 นั่ง..ชั้น 2 เตียงบน..ชั้น 2 เตียงล่าง....ชั้น 1......ชั้น 1 (เดินทางคนเดียว)
เร็ว...........101, 102.........251.........471.............-.......................-...............-.....................-
เร็ว...........109, 110.........251...........-.............631...................721..........1,193.........1,493
ด่วน...........51, 52...........271...........-.............651...................741..........1,213.........1,513
ด่วนพิเศษ....9, 10............291.........511.............-.......................-...............-....................-
ด่วนพิเศษ...11, 12...........291...........-.............671...................761..........1,233.........1,533
ด่วนพิเศษ....1, 2...............-.............-..............691..................781..........1,253.........1,553
ด่วนพิเศษ...13, 14............-..............-..............691..................781..........1,253.........1,553

วิธีที่ 4 เครื่องบิน
อันนี้สะดวกและเร็วที่สุด แต่เรื่องราคาก็คงจะเพิ่มขึ้นตามๆ กันมา มีสายการบินให้บริการถึง 5 สายการบิน แต่ส่วนตัวจะบินแค่ 2 อย่างคือ การบินไทย กับ นกแอร์ พอเปรียบเทียบกับเรื่องการบริการ เรื่องราคา ก็คงจะเป็น นกแอร์ แต่ถ้าใครมีเงินหน่อยก็จะนั่ง การบินไทย ก็ไม่ว่ากัน สำหรับ นกแอร์ กับ ไทยแอร์เอเชีย ใครจะไป 2 สายการบินนี้ เตือนให้รีบจองแต่เนิ่นๆ จะได้ราคาที่ค่อนข้างถูก เมื่อเทียบกับจองตอนใกล้ๆ จะถึงวัน
Thai Airways International สำรองที่นั่ง โทร. 0 2280 0060, 0 2628 2000 สอบถามรายละเอียด โทร. 1566 สำนักงานเชียงใหม่ โทร. 0 5321 0043-4 และ
http://www.thaiairways.com
Bangkok Airways โทร. 0 2265 5555, 0 2265 5678 และ
http://www.bangkokair.com
One Two Go by Orient Thai โทร. 0 2267 2999 สำนักงานเชียงใหม่ โทร. 0 5390 4606 หรือ
http://www.fly12go.com
Nok Air โทร 1318 หรือ
http://www.nokair.co.th
Thai Air Asia โทร.0 2515 9999 หรือ
http://www.airasia.com
เวลาเดินทาง ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 10 นาที (ยกเว้น Bangkok Airways)
Thai Airways Int’l ขาไป (BKK - CNX)
TG 100 ออกจากกรุงเทพฯ 06.30 รุ่น 333 ทุกวัน
TG 102 ออกจากกรุงเทพฯ 08.15 รุ่น AB6 ทุกวัน
TG 104 ออกจากกรุงเทพฯ 09.20 รุ่น AB6 ทุกวัน
TG 309 ออกจากกรุงเทพฯ 10.25 รุ่น 734 พุธ ศุกร์ อาทิตย์
TG 106 ออกจากกรุงเทพฯ 10.25 รุ่น 734 จันทร์ อังคาร พฤหัส เสาร์
TG 616 ออกจากกรุงเทพฯ 12.00 รุ่น AB6 พฤหัส อาทิตย์
TG 110 ออกจากกรุงเทพฯ 12.05 รุ่น AB6 ทุกวัน
TG 923 ออกจากกรุงเทพฯ 13.15 รุ่น 333 ศุกร์
TG 112 ออกจากกรุงเทพฯ 13.15 รุ่น 333 ทุกวัน เว้นวันศุกร์
TG 923 ออกจากกรุงเทพฯ 15.25 รุ่น AB6 ทุกวัน เว้นวันจันทร์ ศุกร์
TG 114 ออกจากกรุงเทพฯ 15.25 รุ่น AB6 จันทร์ ศุกร์
TG 641 ออกจากกรุงเทพฯ 17.15 รุ่น 773 ทุกวัน
TG 126 ออกจากกรุงเทพฯ 19.00 รุ่น 777 ทุกวัน
TG 124 ออกจากกรุงเทพฯ 22.15 รุ่น AB6 ทุกวัน
ขากลับ (CNX - BKK)
TG 125 ออกจากเชียงใหม่ 07.00 รุ่น AB6 ทุกวัน
TG 101 ออกจากเชียงใหม่ 08.30 รุ่น 333 ทุกวัน เว้นวันพฤหัส
TG 922 ออกจากเชียงใหม่ 07.30 รุ่น 333 พฤหัส
TG 922 ออกจากเชียงใหม่ 10.15 รุ่น AB6 ทุกวัน เว้นวันพฤหัส อาทิตย์
TG 103 ออกจากเชียงใหม่ 10.15 รุ่น AB6 พฤหัส อาทิตย์
TG 107 ออกจากเชียงใหม่ 12.25 รุ่น 734 จันทร์ อังคาร พฤหัส เสาร์
TG 111 ออกจากเชียงใหม่ 14.05 รุ่น AB6 ทุกวัน
TG 113 ออกจากเชียงใหม่ 15.15 รุ่น 333 ทุกวัน
TG 310 ออกจากเชียงใหม่ 17.20 รุ่น 734 พุธ ศุกร์ อาทิตย์
TG 115 ออกจากเชียงใหม่ 17.25 รุ่น AB6 ทุกวัน
TG 117 ออกจากเชียงใหม่ 19.15 รุ่น 773 ทุกวัน
TG 617 ออกจากเชียงใหม่ 19.50 รุ่น AB6 พฤหัส อาทิตย์
TG 642 ออกจากเชียงใหม่ 21.00 รุ่น 777 ทุกวัน
หมายเหตุ รุ่น xxx คือแบบของเครื่องบินที่ใช้เดินทางในแต่ละเที่ยวบิน
333 = Airbus A333
AB6 = Airbus A300-600
734 = Boeing 737-400
773 = Boeing 777-300
777 = Boeing 777

Nok Air ขาไป (BKK-CNX)
DD 8300 ออกจากกรุงเทพฯ 06.00 ทุกวัน
DD 8306 ออกจากกรุงเทพฯ 09.05 ทุกวัน
DD 8314 ออกจากกรุงเทพฯ 13.20 ทุกวัน
DD 8318 ออกจากกรุงเทพฯ 15.20 ทุกวัน
DD 8326 ออกจากกรุงเทพฯ 20.25 ทุกวัน
ขากลับ (CNX-BKK)
DD 8301 ออกจากเชียงใหม่ 07.40 ทุกวัน
DD 8307 ออกจากเชียงใหม่ 10.40 ทุกวัน
DD 8315 ออกจากเชียงใหม่ 14.55 ทุกวัน
DD 8319 ออกจากเชียงใหม่ 17.00 ทุกวัน
DD 8327 ออกจากเชียงใหม่ 22.00 ทุกวัน
หมายเหตุ : Nok Air บินด้วยเครื่องบินแบบ Boeing 737-400 ทุกเที่ยวบิน

One Two Go ขาไป (BKK-CNX)
OX 122 ออกจากกรุงเทพฯ 07.10 ทุกวัน
OX 126 ออกจากกรุงเทพฯ 10.40 ทุกวัน
OX 124 ออกจากกรุงเทพฯ 15.15 ทุกวัน
OX 128 ออกจากกรุงเทพฯ 19.15 ทุกวัน
ขากลับ (CNX-BKK)
OX 123 ออกจากเชียงใหม่ 09.00 ทุกวัน
OX 127 ออกจากเชียงใหม่ 11.30 ทุกวัน
OX 125 ออกจากเชียงใหม่ 17.05 ทุกวัน
OX 129 ออกจากเชียงใหม่ 21.15 ทุกวัน
หมายเหตุ : One Two Go บินด้วยเครื่องบินแบบ Boeing MD82 , Boeing 757 และ Boeing 747

Bangkok Airways ขาไป (BKK-CNX)
PG 628 ออกจากกรุงเทพฯ 11.35 ถึง 13.05 อังคาร พฤหัส เสาร์
PG 600 ออกจากกรุงเทพฯ 07.10 ถึง 09.20 ทุกวัน
PG 602 ออกจากกรุงเทพฯ 12.30 ถึง 14.40 ทุกวัน
ขากลับ (CNX-BKK)
PG 629 ออกจากเชียงใหม่ 17.50 ถึง 19.20 อังคาร พฤหัส เสาร์
PG 601 ออกจากเชียงใหม่ 09.50 ถึง 12.00 จันทร์ พุธ ศุกร์ อาทิตย์
PG 603 ออกจากเชียงใหม่ 15.10 ถึง 17.20 ทุกวัน
หมายเหตุ Bangkok Airways บินด้วยเครื่องบินแบบ ATR72-700 ทุกเที่ยวบิน

Thai Air Asia ขาไป (BKK-CNX)
FD 3232 ออกจากกรุงเทพฯ 06.45 ทุกวัน
FD 3238 ออกจากกรุงเทพฯ 10.00 ทุกวัน
FD 3234 ออกจากกรุงเทพฯ 12.50 ทุกวัน
FD 3236 ออกจากกรุงเทพฯ 21.20 อังคาร ศุกร์ อาทิตย์
ขากลับ (CNX-BKK)
FD 3233 ออกจากเชียงใหม่ 08.20 ทุกวัน
FD 3239 ออกจากเชียงใหม่ 11.40 ทุกวัน
FD 3235 ออกจากเชียงใหม่ 14.35 ทุกวัน
FD 3237 ออกจากเชียงใหม่ 22.55 อังคาร ศุกร์ อาทิตย์
หมายเหตุ : Thai Air Asia บินด้วยเครื่องบินแบบ Boeing 737-400 ทุกเที่ยวบิน

ค่าเดินทาง ราคาทั้งหมดเป็นค่าโดยสารไป-กลับ ต่อคน รวมค่าธรรมเนียมทั้งหมด และ ภาษีชดเชยน้ำมันแล้ว
Thai Airways International
ชั้นธุรกิจ รอยัล ซิลค์ Royal Silk Class 7,150 บาท จองออนไลน์ลด 5 % เหลือ 6,940 บาท
ชั้นประหยัด Economy Class 5,150 บาท จองออนไลน์ลด 5 % เหลือ 4,940 บาท
หมายเหตุ สมาชิก Royal Orchid Plus สามารถสะสมไมล์ได้ 1,000 ไมล์
หากอายุไม่เกิน 25 ปี จะสามารถซื้อตั๋วในราคาเยาวชน (Youth Fare) หรืออายุเกิน 60 ปี สามารถซื้อตั๋วในราคาผู้สูงอายุ (Senior Fare) ลด 20 % ได้ (จองผ่านเคาน์เตอร์หรือโอเปอเรเตอร์)
หากเดินทางในวันอังคาร พุธ พฤหัส จะสามารถซื้อตั๋วในราคากลางสัปดาห์ (Mid Week Fare) ลด 10% ได้
(โปรโมชั่นใด โปรโมชั่นหนึ่ง)
Nok Air
ชั้นธุรกิจ นก พลัส Nok Plus Class ราคาเริ่มต้นที่ 3,970 บาท
ชั้นประหยัด Economy Class ราคาเริ่มต้นที่ 2,900 บาท
One Two Go by Orient Thai
ชั้นประหยัด Economy Class 2,698 บาท
Bangkok Airways
ชั้นประหยัด Economy Class 4,385 บาท
Thai Air Asia
ราคาเริ่มต้นที่ 2,672.86 บาท

และทั้งหมดก็เป็นวิธีการเดินทางและรายละเอียดต่างๆ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปเที่ยวงานการ์ตูนและอนิเมเชียงใหม่ 4 : Otaku Fun Fair นี้ ใครมีอะไรสงสัยหรืออยากสอบถามอะไร หรืออยากให้ช่วยจองตั๋วเครื่องบิน ให้ สามารถติดต่อได้ทาง pm หรือ MSN เลยนิ.....

ขอบคุณข้อมูล :
http://www.polygonwizard.com/c4.html

เที่ยวเชียงใหม่พักที่ไหนดี

ไม่เอาแพงมาก คืนละไม่เกินพัน อยากอยู่ใกล้ๆในเมืองด้วย ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวด้วย ที่ไหนเวิร์คสุดคะ อยากไปถนนคนเดิน ไนท์บาซาร์ ดอยอินทนนท์เป็นต้น

แล้วที่เที่ยวที่น่าสนใจมีที่ไหนอีกบ้างคะ ชอบน้ำตก ภูเขา แล้วที่นั่นมีให้เช่ามอเตอร์ไซค์ที่ไหนบ้างคะ ระหว่างเช่ารถยนต์กับมอไซค์อย่างไหนดีกว่ากันคะ (ไม่เกี่ยงราคาค่ะ)

ถามเยอะจัง ขอบคุณคนที่เข้ามาตอบล่วงหน้าค่ะ